Contents
ตลาดออฟฟิศในกรุงเทพฯ ปี 2026 กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้องค์กรตัดสินใจปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านพื้นที่ทำงาน เนื่องจากปัจจุบันมีปัจจัยที่เข้ามาช่วยส่งเสริมในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สภาวะตลาดที่เอื้อต่อผู้เช่า (Tenant-friendly Conditions) การให้ความสำคัญกับสำนักงานคุณภาพสูงมากขึ้น (Flight to Quality) และระบบนิเวศของ Flexible Workspace ที่มีความพร้อมและเติบโตยิ่งขึ้น เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ย่อมช่วยให้องค์กรสามารถล็อกต้นทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะ 5 ปีข้างหน้า
สำหรับองค์กรที่ดำเนินรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดเวิร์ก โอกาสนี้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยข้อมูลจาก JLL ระบุว่า หลายบริษัทกำลังใช้ประโยชน์จากสภาวะตลาดที่เอื้อต่อผู้เช่า เพื่อดำเนินการปรับปรุงสำนักงานเชิงกลยุทธ์ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่สำนักงานได้ถึง 10-30%
บทความนี้ขอนำเสนอเหตุผลว่าทำไม Hybrid Work ถึงกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ขององค์กรในกรุงเทพฯ พร้อมกับไปทำความเข้าใจกันว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ช่วงเวลานี้มีความโดดเด่น และ JustCo เข้ามามีบทบาทในฐานะโซลูชัน Flexible Workspace ที่ช่วยสนับสนุนรูปแบบการทำงานดังกล่าวนี้ได้อย่างไร
Hybrid Work คืออะไร และส่งผลต่อรูปแบบออฟฟิศอย่างไร ?
Hybrid Work หรือ Hybrid Working คือ รูปแบบการทำงานที่พนักงานสามารถแบ่งเวลาการทำงานระหว่างสำนักงานหลักและสถานที่อื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่บ้าน (Work From Home) สำนักงานสาขา พื้นที่ทำงานภายนอก หรือแม้แต่เมืองอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันหลายองค์กรในกรุงเทพฯ ก็เริ่มนำรูปแบบการทำงานลักษณะนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย
โดยหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่นำมาสู่การทำงานแบบ Hybrid Working คือแนวคิดในการบริหารพื้นที่สำนักงานที่เปลี่ยนไป โดยจำนวนพนักงานไม่ได้หมายความว่าจะต้องเท่ากับจำนวนโต๊ะทำงานอีกต่อไป ทีมงาน 50 คนอาจไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะทำงาน 50 โต๊ะ แต่ต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสม พร้อมรองรับการใช้งานในช่วงเวลาที่ต้องการ และออกแบบให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานจริงของแต่ละทีม
แนวคิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่สำนักงาน (Office Space Optimisation) และเป็นเหตุผลที่ทำให้องค์กรจำนวนมากเริ่มทบทวนรูปแบบการเช่าสำนักงานแบบเดิม การลงทุนกับพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป เมื่อมีทางเลือกที่ยืดหยุ่นมากกว่า เช่น Flexible Workspace ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามจำนวนพนักงานและรูปแบบการทำงานขององค์กรได้
ตลาดออฟฟิศในกรุงเทพฯ ปี 2026 และเหตุผลที่ช่วงเวลานี้เหมาะสมสำหรับการปรับเปลี่ยน
ตลาดออฟฟิศในกรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เอื้อต่อผู้เช่ามากขึ้น โดยเจ้าของอาคารสำนักงานเริ่มนำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ทั้งยังมาพร้อมกับโซลูชันออฟฟิศแบบพร้อมใช้งาน ควบคู่กับเงื่อนไขการเช่าที่มีความยืดหยุ่น เพื่อดึงดูดองค์กรที่ต้องการพื้นที่สำนักงานคุณภาพ โดย JLL ระบุว่า กลุ่มธุรกิจบริการระดับมืออาชีพ ธุรกิจการเงิน และธุรกิจเทคโนโลยี เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดเช่าสำนักงานในปัจจุบัน ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากแนวทางของเจ้าของอาคารที่ช่วยลดต้นทุนการลงทุนเริ่มต้น (CAPEX) สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับเปลี่ยนหรือย้ายสำนักงาน
ตัวเลขการลดพื้นที่สำนักงานลง 10-30% ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในเชิงทฤษฎี แต่เป็นแนวทางที่หลายองค์กรกำลังนำไปปรับใช้จริง ผ่านการบริหารพื้นที่สำนักงานให้เหมาะสมกับการใช้งาน (Space Rationalisation) การเลือกอาคารสำนักงานที่มีคุณภาพมากขึ้น และการนำ Flexible Workspace เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านพื้นที่ทำงาน
เบื้องหลังการปรับลดพื้นที่สำนักงานมีเหตุผลด้านต้นทุนที่ชัดเจน เพราะการเช่าสำนักงาน Grade A ในย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD) ในรูปแบบเดิม มักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายล่วงหน้าจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าออกแบบและตกแต่งออฟฟิศ (Office Fit-out) ค่าเฟอร์นิเจอร์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เงินประกันสัญญา รวมถึงภาระผูกพันจากสัญญาเช่าระยะยาว แม้องค์กรอาจไม่ได้ใช้งานพื้นที่ทั้งหมดอย่างเต็มประสิทธิภาพก็ตาม
ในทางกลับกัน สัญญา Flexible Workspace จะช่วยให้องค์กรบริหารต้นทุนได้ง่ายขึ้น ผ่านค่าบริการรายเดือนที่รวมสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่พร้อมใช้งาน ทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนตามจำนวนพนักงานและความต้องการใช้งานจริง นอกจากนี้ JLL ยังระบุด้วยว่า บริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations) เริ่มนำโซลูชันพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นมาใช้มากขึ้น แม้จะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีจำนวนพนักงานจำนวนมาก โดยมีแรงขับเคลื่อนจากกลุ่มธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก และเทคโนโลยี สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่ม Startup อีกต่อไป
แต่นอกจากเรื่องต้นทุนแล้ว ปัจจัยด้าน ESG และมาตรฐานความยั่งยืนของอาคารสำนักงาน Grade A ก็กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจเลือกสำนักงานขององค์กรยุคใหม่ โดยไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดด้านการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์องค์กร และช่วยสร้างความน่าสนใจสำหรับบุคลากรที่มีศักยภาพ
การบริหารพื้นที่สำนักงานให้เหมาะสมยังเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยลด Carbon Footprint ขององค์กรได้โดยตรง เนื่องจากพื้นที่ใช้งานที่ลดลงจะช่วยลดการใช้พลังงานในส่วนต่าง ๆ ทั้งระบบแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ และการดำเนินงานภายในสำนักงาน
ช่วงเวลาสำหรับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์สำนักงานกำลังเปิดโอกาสให้องค์กรตัดสินใจได้มากขึ้น เนื่องจากสภาวะตลาดที่เอื้อต่อผู้เช่าเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างถาวร และอาจเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต
กลยุทธ์ Hybrid Workplace ในทางปฏิบัติมีรูปแบบอย่างไร ?
กลยุทธ์ Hybrid Workplace ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
องค์ประกอบแรก คือ Anchor Space หรือพื้นที่สำนักงานหลัก
เป็นสำนักงานส่วนกลางที่มีขนาดเหมาะสมและให้ความสำคัญกับคุณภาพของพื้นที่ โดยออกแบบเพื่อรองรับการทำงานร่วมกัน การพบปะลูกค้า และกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ภายในทีม มากกว่าการจัดพื้นที่สำหรับการนั่งทำงานส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว เป้าหมายสำคัญคือการบริหารพื้นที่สำนักงานหลักให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานจริงขององค์กร
องค์ประกอบที่สอง คือ Flexible Overflow หรือพื้นที่ทำงานเสริมแบบยืดหยุ่น
เป็น พื้นที่ทำงานแบบมืออาชีพ ที่สามารถเข้าถึงได้ตามความต้องการ ทั้งช่วงเวลาที่สำนักงานหลักมีจำนวนผู้ใช้งานมากขึ้น รวมถึงเมื่อทีมต้องการรวมตัวเพื่อทำงานร่วมกัน หรือเมื่อพนักงานที่ทำงานจากสถานที่ต่าง ๆ ต้องการพื้นที่ทำงานทางเลือกนอกเหนือจากบ้าน
จะเห็นได้ว่า แนวคิด Work From Anywhere ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้พนักงานสามารถเลือกสถานที่ทำงานที่เหมาะสมกับรูปแบบการทำงานของตนเอง ขณะที่โซลูชัน Flexible Workspace จะเข้ามาช่วยรองรับความต้องการที่หลากหลายขององค์กร
กำลังมองหาโซลูชันด้านพื้นที่ทำงานอยู่ใช่ไหม?
องค์ประกอบที่สาม คือ เทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกัน
ระบบการจองพื้นที่ การเข้าใช้งาน และการประสานงานระหว่างสถานที่ต่าง ๆ จำเป็นต้องสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพื่อให้พนักงานได้รับประสบการณ์การทำงานที่ต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยให้การทำงานได้อย่างเป็นระบบ และไม่ซับซ้อน
การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่สำนักงาน (Office Space Optimisation) จะเกิดขึ้นเมื่อองค์กรสามารถกำหนดขนาดพื้นที่สำนักงานหลักได้อย่างเหมาะสม พร้อมใช้พื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นเข้ามารองรับความเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้ใช้งานในแต่ละช่วงเวลา แนวทางนี้จึงช่วยลดต้นทุนจากการเช่าพื้นที่ที่ใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถลดการใช้พื้นที่สำนักงานได้ประมาณ 10-30%

โซลูชัน Flexible Workspace สำหรับทีม Hybrid ในกรุงเทพฯ จาก JustCo
JustCo ให้บริการพื้นที่ทำงานในย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ พร้อมอาคารสำนักงาน Grade A ตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวกด้วย BTS และ MRT รวมถึงสำนักงานแบบพร้อมใช้งาน (Move-in Ready Office) โดยทุกพื้นที่ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ เพื่อให้องค์กรสามารถปรับใช้รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
JustCo รองรับรูปแบบ Hybrid Work อย่างไร ?
- Private Office สำหรับองค์กรที่ต้องการพื้นที่สำนักงานหลักที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องลงทุนด้านการออกแบบและตกแต่งออฟฟิศเอง หรือผูกมัดกับสัญญาเช่าสำนักงานระยะยาวโดยตรง
- Hot Desk Rental และ Coworking Membership สำหรับพนักงานที่เข้ามาทำงานในสำนักงานเป็นครั้งคราว และต้องการพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่นตามความต้องการ
- ห้องประชุมและพื้นที่จัดกิจกรรม (Meeting Rooms & Event Spaces) สำหรับวันที่ทีมต้องทำงานร่วมกัน ประชุมภายในองค์กร หรือพบปะลูกค้า
- SuperPass เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการเข้าถึงพื้นที่ทำงานสำหรับพนักงานจำนวนมากขึ้นตามความต้องการใช้งาน
- THE COLLECTIVE One Bangkok สำหรับองค์กรที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่โดดเด่น เพื่อรองรับการทำงานของผู้บริหารระดับสูง การพบปะลูกค้า และการสร้างภาพลักษณ์องค์กร
รูปแบบการทำงานดังกล่าวช่วยให้องค์กรสามารถบริหารค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ปรับเพิ่มหรือลดพื้นที่ได้ตามความต้องการ และเข้าถึงเครือข่ายพื้นที่ทำงานของ JustCo ในหลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคที่ต้องบริหารทีมงานในหลายเมือง
อีกหนึ่งจุดเด่นของ JustCo คือแนวทางการออกแบบโซลูชันให้เหมาะกับรูปแบบการทำงานของแต่ละองค์กร โดยไม่ได้เริ่มต้นจากแพ็กเกจสำเร็จรูป แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจรูปแบบการดำเนินงานจริงของธุรกิจ ทั้งจำนวนผู้ใช้งานในช่วงเวลาต่าง ๆ การกระจายตัวของทีม ความต้องการในการพบปะลูกค้า และข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาออกแบบพื้นที่ทำงานที่ตอบโจทย์มากที่สุด
ตัวอย่างเช่น ทีมระดับภูมิภาคจำนวน 40 คน อาจเลือกใช้ Private Office ที่รองรับพนักงานหลัก 25 คน พร้อมเพิ่มสิทธิ์การใช้งานผ่าน SuperPass สำหรับสมาชิกทีมที่เข้ามาทำงานเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมถึงจองห้องประชุมล่วงหน้าสำหรับการประชุมผู้บริหารประจำเดือน
แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรจ่ายเฉพาะพื้นที่ที่ใช้งานจริง ลดต้นทุนจากพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานเต็มประสิทธิภาพ และยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่ทำงานให้เหมาะกับการเติบโตของทีม หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานให้เป็นแบบ Hybrid ในอนาคต
ปรับกลยุทธ์พื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ให้พร้อมสำหรับ Hybrid Work
แนวโน้มการทำงานแบบไฮบริดเวิร์ก (Hybrid Work) ในกรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ เมื่อปัจจัยด้านสภาวะตลาด ความคาดหวังของพนักงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับสำนักงานแบบยืดหยุ่นกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน องค์กรที่ต้องการปรับกลยุทธ์พื้นที่สำนักงานในช่วงเวลานี้สามารถบริหารพื้นที่ให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง พร้อมรักษาคุณภาพของสำนักงานและทำเลสำคัญในย่านธุรกิจใจกลางเมือง (CBD) ได้
JustCo พร้อมนำเสนอโซลูชัน Flexible Workspace ที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำแนวทางการทำงานแบบ Hybrid มาปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านบริการพื้นที่ทำงานที่ครอบคลุมทั้ง Private Office, Coworking Space ห้องส่วนตัว, ห้องประชุม และ Enterprise Suite ใน 6 ศูนย์บริการของ JustCo ในกรุงเทพฯ พร้อมเครือข่ายพื้นที่ทำงานที่รองรับทีม Hybrid ในระดับภูมิภาค
ติดต่อทีม JustCo Enterprise เพื่อรับคำแนะนำในการวางแผนพื้นที่ทำงานแบบ Hybrid ที่เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ หรือสำรวจพื้นที่ให้บริการของ JustCo ในกรุงเทพฯ เพื่อเลือกโซลูชันที่ตอบโจทย์การทำงานขององค์กรคุณ
