เคยสงสัยไหมว่าทำไม “โต๊ะทำงาน” ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว มูลค่าทางบัญชีถึงลดลง ? หรือทำไม “เครื่องปรับอากาศ” ในออฟฟิศที่ยังใช้งานได้ดี กลับมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า “ค่าเสื่อมราคา” ปรากฏอยู่ในงบการเงิน ? สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจใหม่ หรือแม้แต่ผู้ที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วสักพัก ความเข้าใจในเรื่อง “ค่าเสื่อมราคา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ศัพท์บัญชีที่น่าปวดหัวเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการต้นทุน การวางแผนภาษี และการประเมินผลประกอบการของกิจการด้วย
ค่าเสื่อมราคาคืออะไร ?
ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) หมายถึง การลดลงของมูลค่าสินทรัพย์ถาวรที่เกิดขึ้นตามการใช้งานหรือระยะเวลา เช่น เครื่องใช้สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ คอมพิวเตอร์ หรืออาคารสำนักงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการคำนวณต้นทุนและการบริหารบัญชีของธุรกิจ
ทำไมค่าเสื่อมราคาถึงสำคัญ ?
- ช่วยให้การคำนวณกำไรแม่นยำขึ้น : ค่าเสื่อมราคาเป็นต้นทุนทางบัญชีที่ช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่ถูกใช้งาน
- ช่วยลดภาระภาษี : ค่าเสื่อมราคาสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาระภาษีได้
- ช่วยวางแผนการเงิน : ธุรกิจสามารถคำนวณงบประมาณล่วงหน้าเพื่อการเปลี่ยนหรือซ่อมแซมสินทรัพย์ที่เสื่อมค่า
ค่าเสื่อมราคา มีอะไรบ้าง ?
วิธีคิดค่าเสื่อมราคามีอยู่หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีมักจะนำไปใช้คำนวณกับสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ดังนี้
1. ค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง (Straight-Line Method)
วิธีนี้คือการหักค่าเสื่อมราคาเท่า ๆ กันทุกปีตลอดอายุการใช้งาน เช่น ถ้าซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงานราคา 500,000 บาท มีอายุการใช้งาน 5 ปี ก็จะหักค่าเสื่อมปีละ 100,000 บาทเท่ากันทุกปี เป็นวิธีคิดค่าเสื่อมราคาที่ง่ายและได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากเข้าใจง่ายและคำนวณไม่ซับซ้อน โดยมักนิยมใช้กับอาคาร เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์สำนักงาน
2. ค่าเสื่อมราคาตามจำนวนปีของจำนวนผลรวม (Sum-of-the-Years’ Digits Method)
สำหรับค่าเสื่อมราคาวิธีนี้ คือการหักค่าเสื่อมมากในปีแรก ๆ แล้วค่อย ๆ ลดลงในปีถัดไป ซึ่งสอดคล้องกับสินทรัพย์ที่มีค่าลดลงเร็วในช่วงที่ใช้งานใหม่ ๆ เช่น รถยนต์ ที่ปีแรกอาจหักค่าเสื่อม 40% ปีที่สอง 30% ปีที่สาม 20% และลดลงเรื่อย ๆ ตามลำดับ วิธีนี้จึงเหมาะกับสินทรัพย์ประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงรถยนต์
3. ค่าเสื่อมราคาตามปริมาณการใช้งาน (Units of Production Method)
ค่าเสื่อมตามปริมาณการใช้งาน คือการหักค่าเสื่อมตามจำนวนที่ใช้งานจริง โดยไม่ได้พิจารณาตามระยะเวลา เช่น รถบรรทุกหักค่าเสื่อมตามระยะทางที่วิ่ง หรือเครื่องจักรหักค่าเสื่อมตามจำนวนชิ้นที่ผลิตได้ ดังนั้น หากในปีใดใช้งานมาก ก็จะหักค่าเสื่อมมาก ส่วนปีใดที่ใช้งานน้อย ก็จะหักค่าเสื่อมน้อยตามไปด้วย
4. ค่าเสื่อมราคาแบบลดลงตามอัตราคงที่ (Declining Balance Method)
ค่าเสื่อมราคาวิธีสุดท้าย คือการหักค่าเสื่อมในอัตราคงที่ แต่คำนวณจากมูลค่าที่เหลืออยู่ในแต่ละปี ซึ่งส่งผลให้ค่าเสื่อมมากในปีแรก และจะค่อย ๆ น้อยลงเรื่อย ๆ ในปีถัดไป เช่น หากใช้อัตรา 40% ในปีแรกจะหักจากราคาเต็ม ส่วนปีถัดไปก็จะหักจากมูลค่าที่เหลือ เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ วิธีนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งกับอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว เช่น โทรศัพท์มือถือ
ค่าเสื่อมราคากับการตัดสินใจเปิดออฟฟิศใหม่
แต่ถ้าหากพูดถึงค่าเสื่อมราคาของอาคารสำนักงาน ผู้ประกอบการที่สนใจอยากเปิดออฟฟิศใหม่คงเริ่มตั้งคำถามว่า หากทุกสินทรัพย์มีค่าเสื่อมราคา ทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณต้นทุนระยะยาวและภาระทางบัญชี แล้วระหว่างการซื้อหรือเช่าออฟฟิศ ทางเลือกไหนจะตอบโจทย์กับธุรกิจได้ดีกว่ากัน ?
เราได้รวบรวมข้อดี-ข้อเสียของทั้งสองรูปแบบมาแนะนำ เพื่อให้คุณมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้าน ดังต่อไปนี้
ซื้อออฟฟิศ : ต้นทุนสูง แต่เป็นทรัพย์สินระยะยาว
- การซื้ออาคารสำนักงานเพื่อทำเป็นออฟฟิศ ต้องบันทึกค่าเสื่อมราคาของอาคารและอุปกรณ์สำนักงานอย่างต่อเนื่องทุกปี
- มีค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงเพิ่มเติมที่จะเกิดขึ้นทุกปี
- ใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ในช่วงเริ่มต้น และอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของธุรกิจ
เช่าออฟฟิศพร้อมใช้ : ลดภาระต้นทุนระยะยาว
- ไม่ต้องรับภาระค่าเสื่อมราคาของอาคารและเฟอร์นิเจอร์ ทำให้ลดความซับซ้อนทางบัญชี
- มีค่าใช้จ่ายที่แน่นอนและคาดการณ์ได้ ซึ่งช่วยให้การบริหารงบประมาณทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น เฟอร์นิเจอร์ อินเทอร์เน็ต และบริการทำความสะอาด โดยไม่ต้องจัดการเอง
ทั้งนี้ หากธุรกิจของคุณยังไม่มั่นคงพอที่จะลงทุนก้อนใหญ่ การเช่าออฟฟิศพร้อมใช้ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าเสื่อมราคาและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินได้ดีอีกวิธีหนึ่ง
จะเห็นได้ว่าการเช่าออฟฟิศพร้อมใช้เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ธุรกิจประหยัดได้มากกว่า เนื่องจากเจ้าของธุรกิจไม่ต้องกังวลกับการคิดค่าเสื่อมราคาของอาคารและอุปกรณ์สำนักงาน อีกทั้งยังไม่ต้องยุ่งยากกับการบันทึกบัญชีที่ซับซ้อน และสามารถรู้ล่วงหน้าได้อย่างชัดเจนว่าจะต้องจ่ายค่าเช่าในแต่ละเดือนเป็นจำนวนเงินเท่าไร ทำให้สามารถบริหารด้านการเงินได้คล่องตัวยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาออฟฟิศ JustCo มีบริการออฟฟิศพร้อมใช้สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีทีมงาน 20 คนขึ้นไป ช่วยให้คุณจ่ายเพียงค่าเช่าแบบเหมารวมที่ครอบคลุมทุกอย่าง โดยไม่ต้องมีภาระกับทรัพย์สินที่มีค่าเสื่อมราคา ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ออฟฟิศของ JustCo ยังมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องประชุม พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และยังรองรับการทำงานแบบไฮบริดที่ให้ทีมของคุณสามารถทำงานได้ทั้งในออฟฟิศและที่บ้าน
หากสนใจปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติม นัดหมายเข้าชมพื้นที่จริง หรือต้องการขอใบเสนอราคา สามารถสอบถามได้โดยตรงที่เว็บไซต์ของเรา
ประเทศไทย