ค้นหาพื้นที่ทำงานที่คุณต้องการ

บล็อก

Co – Working Space ใจกลางกรุงเทพฯ ช่วยเพิ่มคอนเนคชันได้อย่างไร?

เพราะความสำเร็จในโลกธุรกิจเริ่มต้นได้จากการสร้างคอนเนคชัน ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กใหญ่แค่ไหน คอนเนคชันที่แข็งแกร่งและกว้างขวางก็พร้อมช่วยให้คุณค้นพบโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิตได้เสมอ อีกทั้งยังช่วยให้คุณได้พบปะกับผู้คนในหลากหลายวงการ ตลอดจนเข้าถึงการอัปเดตทุกข้อมูลและเทรนด์สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนสามารถเดินหน้าสู่ความสำเร็จได้ตามที่ต้องการ ซึ่งการเลือกใช้ Co-Working Space ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ออกแบบมาเพื่อการสร้างคอนเนคชันอย่างแท้จริง ก็จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เช่นกัน คอนเนคชันสำคัญกับธุรกิจอย่างไร? การสร้างเครือข่ายและคอนเนคชันในโลกธุรกิจถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากจะช่วยส่งเสริมในเรื่องต่างๆ ดังนี้ มีโอกาสดี ๆ อยู่รอบด้าน – คอนเนคชันและเครือข่ายที่แข็งแกร่งสามารถเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ให้ธุรกิจได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการลุยสนามธุรกิจใหม่

Coworking space: สร้างความยืดหยุ่นต่อวัฒนธรรมการทำงาน

หมดยุคของการไปทำงานในออฟฟิศที่ต้องสแกนนิ้วเข้าออก และเข้าไปทำงานทุกวันเพื่อโชว์ศักยภาพในการทำงานแล้ว ในขณะที่เรากำลังเดินหน้าเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 พนักงานส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานในรูปเดิม ๆ และคิดว่าตนจะมีประสิทธิภาพและอำนาจในการทำงานดีขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนให้โฟกัสกับคุณภาพงานมากกว่าเวลาเข้าออก  ซึ่งหมายความว่า การทำงานในออฟฟิศรูปแบบเดิม ๆ อาจไม่เหมาะกับธุรกิจในยุคปัจจุบันอีกต่อไป โดยจะเห็นได้จากการเติบโตของโคเวิร์คกิ้งสเปซในไทยและทั่วโลกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากหลายธุรกิจเริ่มปรับเปลี่ยนให้มีการทำงานในรูปแบบไฮบริดหรือการทำงานจากที่ไหนก็ได้ โดยโคเวิร์คกิ้งสเปซสามารถให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว อย่างไรก็ดี การทำงานจากที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ออฟฟิศไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงสถานการณ์โควิดและล็อกดาวน์ที่ผ่านมา มาดูตัวอย่างวิวัฒนาการของสถานที่ทำงานที่ช่วยสร้างความร่วมมือร่วมใจ และบทบาทที่มีต่อวัฒนธรรมการทำงานในไทย ดังนี้ ลักษณะของพื้นที่ทำงานที่ยืดหยุ่น ข้อแตกต่างของโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ทำให้หลาย

ออฟฟิศของคุณพร้อมสำหรับชาว Gen Z แล้วหรือยัง?

จากการสำรวจของ Adobe ชาว Gen Z ไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่เรื่องการอุปโภคบริโภคและวัฒนธรรมการทำงานเท่านั้น แต่ผลสำรวจยังระบุอีกว่า 27% ของคนกลุ่มนี้ จะเป็นกำลังสำคัญในการทำงานภายในปี 2025 ดังนั้นบริษัทจึงต้องสร้างแรงดึงดูดให้กลุ่มคนรุ่นนี้มาเข้าร่วมทำงาน หากต้องการให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่เจนเนอเรชั่นนี้มองหาในบริษัทคืออะไร? และอะไรคือสิ่งที่เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคนในเจนเนอเรชั่นนี้ เพื่อดึงดูดพวกเขาให้เข้ามาทำงานในบริษัทของคุณ? ใครที่อยู่ในช่วง Gen Z บ้าง? เจนเนอเรชั่น Z เป็นบุคคลที่เกิดในช่วงระหว่างปี 2540 –

เหตุผล 3 ข้อที่บริษัทขนาดใหญ่ควรเลือกใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซ

ปี 2020 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคของการ Work From Home ซึ่งอาจเป็นความใฝ่ฝันของใครหลาย ๆ คน จนกระทั่งพบว่า การทำงานที่บ้านเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อความสมดุลของการใช้ชีวิต ทั้งในเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้การ Work From Home เป็นระยะเวลานานยังอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดไฟมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถึงแม้ว่าบางคนจะพยายามเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟหรือร้านอาหาร แต่สถานที่เหล่านี้อาจไม่เหมาะกับการทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากเท่าไหร่นัก มาถึงปัจจุบันในปี 2022 เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการทำงาน โดยหลาย ๆ

องค์ประกอบของโคเวิร์คกิ้งสเปซที่เหมาะกับการทำงาน

โคเวิร์คกิ้งสเปซในกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 หลังมาตรการผ่อนคลาย และสถานที่ต่าง ๆ เริ่มเปิดให้บริการกันมากขึ้น โดยสถานที่อย่างโคเวิร์คกิ้งสเปซยังเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำงานอย่างฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่ต้องการทำงานนอกสถานที่ รวมถึงผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ต้องการมีพื้นที่สำหรับการทำงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม คือการเลือกใช้สถานที่ ไม่เพียงคำนึงถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงลักษณะการออกแบบของโคเวิร์คกิ้งสเปซ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผู้เข้าใช้งานด้วย โคเวิร์คกิ้งสเปซที่ดีต้องสามารถลดสิ่งรบกวนต่างๆ รอบด้านได้ เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ผู้ใช้งานได้พบปะกับผู้คนอื่นๆ

เรื่องราวของ JustCo

สำหรับฉัน JustCo เป็นมากกว่างานที่น่าตื่นเต้น นี่คือธุรกิจที่ Wan Sing KONG สามีของฉันได้ก่อตั้งขึ้น และฉันก็มีความสุขมากที่ได้มีส่วนร่วมในการเดินทางบนเส้นทางผู้ประกอบการตั้งแต่แรกเริ่ม ก่อนที่จะมาร่วมงานกับ JustCo ฉันเคยทำงานให้กับบริษัท Proctor & Gamble ในปี 2554 ฉันได้โบกมือลาวิถีชีวิตแบบอเมริกันที่ฉันรักมาก แล้วเริ่มต้นการเดินทางกับ Wan Sing ที่ประเทศสิงคโปร์ เช่นเดียวกับเรื่องราวของบริษัทสตาร์ทอัพหลายๆ แห่ง ที่ในปีแรกๆ

เช่า shared office ในกรุงเทพฯ

Shared Office Space มีความสำคัญอย่างไรกับการทำงานแบบ Hybrid

อันที่จริงแล้วก่อนที่จะเกิดการระบาดของโรคโควิด – 19 บริษัทหลายแห่งได้พยายามสร้างความยืดยุ่นและความสมดุลให้กับการทำงานในรูปแบบเดิม ๆ เพราะจากแต่ก่อนที่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวันหรือเข้าออกงานให้ตรงเวลา แต่บางบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยให้พนักงานสามารถไปนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ในบางวันของสัปดาห์ แต่เมื่อมีการระบาดของโรคโควิดเกิดขึ้น การทำงานแบบ Remote ได้กลายเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะสามารถทำงานได้จากที่บ้านหรือที่ไหนก็ได้ และดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติของบริษัททั่วโลกไปแล้ว รวมถึงบริษัทหลาย ๆ แห่งในกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อพนักงานได้สัมผัสกับประสบการณ์การทำงานที่มีความยืดหยุ่นสูงเช่นนี้ ทำให้ไม่อยากกลับไปทำงานในรูปแบบเดิมอีกต่อไป อีกทั้งยังทำให้การทำงานในแบบ Hybrid เป็นสิ่งที่เหล่าพนักงานคาดหวังว่าจะถูกนำมาปรับใช้มากขึ้นอีกด้วย  Hybrid Working

Co-Working Space ให้ประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอย่างไร Startups?

Co-Working Space หรือ ออฟฟิศให้เช่าที่สามารถนั่งทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่ผู้ประกอบการอิสระและกลุ่มมิลเลนเนียล ก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปี 2020 และก่อนที่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยนไปจากเดิม ที่หลาย ๆ องค์กรเริ่มให้พนักงานสามารถทำงานในแบบ Work From Home ในช่วงของการระบาดของโควิด-19 และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในขณะเดียวกันกลุ่มคนที่เป็น Digital Nomad และผู้ประกอบการ ก็มีการปรับรูปแบบการทำงาน ด้วยการเปลี่ยนไปนั่งทำงานใน Co-Working Space

เทคโนโลยีและดีไซน์ของสถานที่ทำงานช่วยให้พนักงานรู้สึกผูกพันกับองค์กรและนำไปสู่ความแข็งแกร่งของธุรกิจได้อย่างไร

จากรายงานของ Steelcaseชี้ให้เห็นว่าความผูกพันของพนักงานที่มีต่อองค์กรแปรผันโดยตรงกับการที่พนักงานสามารถเลือกรูปแบบการทำงานได้เอง โดย 88% ของพนักงานให้ความเห็นว่าเหตุผลหลักที่ทำให้รู้สึกผูกพันกับองค์กรและเกิดความพึงพอใจอย่างสูงในที่ทำงานมาจากการได้เลือกว่าจะทำงานที่ไหนและมีรูปแบบของการทำงานอย่างไร ทั้งนี้ แพนเดมิคนำไปสู่การสร้างข้อจำกัดมากมายด้านความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ประกอบกับพนักงานเองก็ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานเพิ่มสูงขึ้น รูปแบบการทำงานแบบผสมผสานหรือ “ไฮบริด” จึงเกิดขึ้นอย่างถาวรให้ธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ ปัจจุบัน บริษัทอย่างไมโครซอฟต์ได้เริ่มเปลี่ยนสู่รูปแบบการทำงานแบบไฮบริด ให้พนักงานสามารถทำงานได้จากที่บ้านและที่ไหนก็ได้ที่สะดวก แต่ยังสามารถคงประสิทธิภาพในการทำงานและบรรลุเป้าหมายของธุรกิจได้ หลายบริษัทเลือกใช้พื้นที่ทำงานแบบพร้อมใช้เพื่อผันตัวสู่รูปแบบการทำงานประเภทไฮบริด ให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ หรือเพื่อลดศูนย์กลางของการทำงานลง จัสโค ซึ่งเป็นผู้นำให้บริการด้านพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นระดับชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก เชื่อมั่นว่าอนาคตของสถานที่ทำงานอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ แต่ยังสามารถติดต่อและทำงานร่วมกันได้ผ่านแพลตฟอร์มและอุปกรณ์เชื่อมต่อทางเทคโนโลยีต่างๆ องค์กรจะผันตัวสู่รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดและยังสร้างความสุขในการทำงานให้พนักงานได้อย่างไร   สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่าทำงานให้กับทุกคน