เรื่องราวของชุมชน

องค์ประกอบของโคเวิร์คกิ้งสเปซที่เหมาะกับการทำงาน

โคเวิร์คกิ้งสเปซในกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 หลังมาตรการผ่อนคลาย และสถานที่ต่าง ๆ เริ่มเปิดให้บริการกันมากขึ้น โดยสถานที่อย่างโคเวิร์คกิ้งสเปซยังเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำงานอย่างฟรีแลนซ์ หรือผู้ที่ต้องการทำงานนอกสถานที่ รวมถึงผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ต้องการมีพื้นที่สำหรับการทำงาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม คือการเลือกใช้สถานที่ ไม่เพียงคำนึงถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงลักษณะการออกแบบของโคเวิร์คกิ้งสเปซ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผู้เข้าใช้งานด้วย

โคเวิร์คกิ้งสเปซที่ดีต้องสามารถลดสิ่งรบกวนต่างๆ รอบด้านได้ เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ผู้ใช้งานได้พบปะกับผู้คนอื่นๆ หลังจากการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ผ่านมาเป็นเวลานาน ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

แล้วการออกแบบโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ดีควรเป็นอย่างไร? แน่นอนว่าคงไม่ใช่เพียงแค่การนำโต๊ะเก้าอี้มาจัดวางไว้ด้วยกัน แต่หากลองจินตนาการถึงกลุ่มคนหลากหลายอาชีพมาทำงานในสถานที่เดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวจึงต้องมีทั้งความเป็นส่วนตัวและเป็นที่ที่สามารถใช้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างคล่องตัว ดังนั้นการออกแบบโคเวิร์คกิ้งสเปซที่สามารถใช้งานได้จริง จึงต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องฟังก์ชันการใช้งานและความสวยงาม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน

วันนี้ เราจะมาวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบสำคัญของการทำงานในพื้นที่อย่างโคเวิร์คกิ้งสเปซ เพื่อค้นหาว่า อะไรที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ จากผู้ใช้งาน

ความสมดุลระหว่าง ‘ตัวเรา’ และ ‘พวกเรา’

หนึ่งในเหตุผลที่โคเวิร์คกิ้งสเปซในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มคนทำงาน เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถมีออฟฟิศส่วนตัวของตัวเองได้ ในขณะเดียวกันยังมีพื้นที่ส่วนรวมที่สามารถใช้งานร่วมกับคนอื่น ๆ อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีในการทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงานจากที่อื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้คุณได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ อีกด้วย

ส่วนในแง่ของการออกแบบโครงสร้างสถานที่ โคเวิร์คกิ้งสเปซที่ดีจะต้องมีการแบ่งเขตพื้นที่ทำงานส่วนตัว โดยแยกออกจากพื้นที่ใช้งานส่วนรวมอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น จัสโค จะมีรูปแบบการจัดสถานที่ให้ผู้ใช้งานจัดสรรพื้นที่ได้อย่างอิสระ (โดยสามารถเลือกเช่าประเภทโต๊ะสำหรับทำงานได้อย่างหลากหลาย) ซึ่งจะกระตุ้นทำให้เกิดบรรยากาศการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดออฟฟิศส่วนตัวสำหรับสมาชิกที่ต้องการทำงานอย่างมีสมาธิอีกด้วย

และเพื่อเติมเต็มการออกแบบให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จัสโค ยังออกแบบสถานที่ให้มีเพดานสูงโปร่ง เก้าอี้นั่งที่สะดวกสบาย และการตกแต่งที่มีสีสันสดใส ส่งผลให้เป็นสถานที่ทำงานที่มีความดึงดูด เหมาะกับการทำงานอย่างมาก รวมถึงยังเป็นสถานที่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น แพนทรี หรือห้องสำหรับสันทนาการ

การเข้าถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการทำงาน

การเข้าถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการออกแบบโคเวิร์คกิ้งสเปซ ซึ่งประกอบไปด้วยการมีสัญญาณเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่รวดเร็วและมีความเสถียร รวมไปถึงการจัดสถานที่สำหรับปริ้นงาน ถ่ายเอกสาร และการสแกนเอกสารต่าง ๆ โดยโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ดีจะมีการจัดวางสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ในพื้นที่ที่เหมาะสมให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้ การดูแลให้แน่ใจว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ มีความปลอดภัยจากการชำรุดเสียหายก็เป็นสิ่งที่ควรใส่ใจอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกอย่างความร้อน ความชื้น หรือแสงแดด ก็มีความสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน

โดยแนวคิดนี้ไม่ควรจำกัดเพียงแค่เรื่องอุปกรณ์สำหรับการใช้งานร่วมกัน แต่ควรนำมาปรับใช้กับสิ่งอำนวยความสะดวกประเภทอื่น ๆ ด้วย

แสงสว่าง เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

การจัดแสงไฟเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการสร้างบรรยากาศในโคเวิร์คกิ้งสเปซ โดยทั่วไปแล้วภายในโคเวิร์คกิ้งสเปซจะมีการจัดแสงสว่างหลายระดับ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่และฟังก์ชันทั้งการใช้ทำงานและการพักผ่อน ยกตัวอย่างเช่น โคเวิร์คกิ้งสเปซจัสโค สาขา Silom Edge มีการออกแบบสถานที่โดยมีหน้าต่างขนาดใหญ่ เพื่อให้แสงธรรมชาติได้เข้ามาอย่างเต็มที่ในเวลากลางวัน ซึ่งแสงธรรมชาตินี้ยังช่วยให้มีสมาธิกับการทำงานได้มากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเรื่องการจัดแสงไฟจะขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคล รวมถึงประเภทงานที่ทำด้วย เช่น กลุ่มคนที่ทำงานด้านการตัดต่อวิดีโอ หรือนักเขียนซอฟต์แวร์อาจต้องการสถานที่ทำงานที่มีแสงสว่างน้อยกว่าปกติ เพื่อที่จะสามารถมองเห็นภาพในจอได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ตัวอย่างของการออกแบบโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ดีเยี่ยม

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น ลักษณะสำคัญในการออกแบบของโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ดี จะต้องมีการจัดแบ่งพื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่สำหรับการใช้งานส่วนรวมได้อย่างลงตัว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ โคเวิร์คกิ้งสเปซจัสโค สาขา Capitol Tower, All Seasons Place ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ที่มีการออกแบบให้มีความทันสมัยและสะดวกสบาย ประกอบไปด้วยพื้นที่ออฟฟิศส่วนตัวและพื้นที่เปิดสำหรับการใช้งานร่วมกัน โดยสมาชิกสามารถเลือกสมัครแผนการเป็นสมาชิกรูปแบบต่างๆ และเลือกใช้โคเวิร์คกิ้งสเปซที่ตอบโจทย์ความต้องการในการทำงาน และในส่วนของการเลือกใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะไม่ใช้วัสดุที่มีความลื่นและมีเหลี่ยมมุมที่แหลมคม ซึ่งสามารถสังเกตได้จากวัสดุสิ่งอำนวยความสะดวกใน พื้นที่ส่วนรวมต่าง ๆ เนื่องจากจะส่งผลทำให้ผู้คนต้องการมีส่วนร่วมในการทำงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ใช้สอยให้เลือกมากมาย เช่น มีการจัดห้องประชุมให้อยู่ภายในพื้นที่ออฟฟิศ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการเลือกใช้พื้นที่เพื่อทำกิจกรรมร่วมกันของทีมได้อย่างตอบโจทย์

อาจจะกล่าวได้ว่า ตั้งแต่การเลือกใช้สีสัน เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงการจัดองค์ประกอบของแสงสว่างและรูปแบบการจัดสถานที่ ทุก ๆ รายละเอียดและอุปกรณ์ได้ถูกเลือกสรรอย่างรอบคอบ เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานได้อย่างลงตัวที่สุด

ค้นหาโคเวิร์คกิ้งสเปซที่เหมาะสมกับคุณ 

ทุก ๆ คน ควรได้ทำงานในสถานที่ที่มีบรรยากาศดี และมาพร้อมกับการต้อนรับที่อบอุ่น ซึ่งโคเวิร์คกิ้งสเปซในกรุงเทพฯ กำลังพัฒนามุ่งไปสู่พื้นที่ที่ส่งเสริมการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน ปัจจุบัน จัสโค ประเทศไทย มีสถานที่ทำงานให้เช่าทั้งหมด 5 สาขา สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อเยี่ยมชมออฟฟิศได้ทุกสาขาเพื่อหาโคเวิร์คกิ้งสเปซที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ

ติดต่อเรา เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับออฟฟิศในพื้นที่ทำเลทองของกรุงเทพฯ